พีเจ้นแตกไลน์ผ้าเช็ดกันยุง เสริมทัพผลิตภัณฑ์ผ้าเช็ดทำความสะอาด ควักนวัตกรรมใหม่จากแดนปลาดิบชิงชิ้นเค้ก 2 พันล. เดินเกมเจาะกลุ่มเด็ก ก่อนกลางปีต่อยอดขยายฐานกลุ่มผู้ใหญ่เขย่าบัลลังก์ กย.15 สิ้นปีเบบี้ ไวพส์รั้งบัลลังก์ผู้นำตลาดรักษาแชร์ 50% ส่วนรายได้รวมตั้งเป้าโต 15% จากรายได้ 230 ล้านบาท ปีหน้าตั้งเป้ารายได้กลุ่มเบบี้ ไวพส์เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 12%

            นายนิรมัย ลักษณานันท์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและการขาย บริษัท มุ่งพัฒนามาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กตราพีเจ้น เปิดเผยว่า ปีนี้ตลาดผลิตภัณฑ์ผ้าเช็ดทำความสะอาดผิวมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น โดยมีผู้ประกอบการหน้าใหม่อย่างมามี่ โพโค ผู้นำตลาดผ้าอ้อมสำเร็จรูปครองส่วนแบ่งถึง 63% จากมูลค่าตลาด 3,800 ล้านบาท ได้เปิดตัวผ้าเช็ดทำความสะอาดผิวลงสู่ตลาด และมีแนวโน้มว่าดรายเพอร์ส ซึ่งมีส่วนแบ่ง 10% เป็นอันดับสองของตลาดเปิดตัวในผลิตภัณฑ์ดังกล่าวด้วย

            ดังนั้นคาดว่าตลาดผ้าเช็ดทำความสะอาดผิว จากตัวเลขครึ่งปีแรกมีมูลค่า 60 ล้านบาท สิ้นปีนี้คาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 20% หรือคิดเป็นมูลค่า 70 ล้านบาท และในปีหน้านี้คาดว่ามูลค่าตลาดพุ่งสูงถึง 85-90 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันพีเจ้น เบบี้ ไวพส์ เป็นผู้นำตลาด ครองส่วนแบ่งใกล้เท่ากับปีที่ผ่านมา คือ 50-52% ส่วนอันดับสอง เป็น จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน อีกทั้งเบบี้ ไวพส์ยังเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้คิดเป็น 12% เป็นอันดับ 3 ของบริษัท รองจากขวดนมมีสัดส่วน 20% และจุกนมสร้างรายได้ให้กับบริษัท 40-50%

            ทั้งนี้ในฐานะที่พีเจ้นเป็นผู้นำตลาด บริษัทฯจึงได้วางแผนขยายโปรดักส์ไลน์ใหม่ ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์กันยุงในรูปแบบผ้าเช็ดทำความสะอาดผิว (Pigeon Anti-Mosquito Wipes” นวัตกรรมใหม่จากประเทศญี่ปุ่น ในช่วงแรกเจาะคุณแม่สมัยใหม่อายุ 28-35 ปี ซึ่งเป็นผู้ตัดสินใจซื้อสินค้า โดยการลงสู่ตลาดยากันยุง เนื่องจากเล็งเห็นช่องว่างทางการตลาด ซึ่งพบว่าตลาดยากันยุง ผู้แข่งขันเจาะกลุ่มเป้าหมายผู้ใหญ่เป็นหลัก ส่วนตลาดสำหรับเด็กมีเพียงค่ายจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ทำตลาดในรูปแบบโลชั่น

            แนวทางการตลาดบริษัทฯจะเน้นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับ สารไดเอทธิลโทลูไมด์ หรือมีชื่อทางการค้าว่า”ดีอีอีที” เนื่องจากผ้าเช็ดทำความสะอาดผิวกันยุงพีเจ้นปราศจากสารดังกล่าว ภายใต้คอนเซปต์”ปลอดยุงอย่างปลอดภัย โดยจำหน่ายในราคา 55 บาท มี 12 ชิ้น เมื่อเทียบกับคู่แข่งเจาะกลุ่มเป้าหมายเดียวกันจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ราคา 92 บาท สำหรับงบการตลาดเบบี้ ไวพส์ทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ปีนี้ใช้ราว 15 ล้านบาท ซึ่งในปีหน้านี้บริษัทฯได้เตรียมแจกสินค้าตัวอย่าง 5 หมื่นชิ้น

            ด้านช่องทางจำหน่ายจะเน้นที่ชั้นวางผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงในโมเดิร์นเทรดเป็นหลัก เนื่องจากมีโอกาสได้กลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ใหญ่ ซึ่งบริษัทฯได้วางแผนทำตลาดในเชิงรุกในกลุ่มนี้ในช่วงกลางปีหน้า เจาะในช่องทางโรงแรม บริษัททัวร์ และสนามกอล์ฟ โดยปีหน้านี้วางสัดส่วนเด็ก 70% และกลุ่มผู้ใหญ่ 30%

            นอกจากนี้ ยังเน้นช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก ขณะที่ร้านค้าสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา ทั้งนี้ในช่วงแรกจะเน้นทำตลาดในกรุงเทพฯ สถานที่ท่องเที่ยว เป็นหลัก ซึ่งคาดว่าสิ้นปีนี้จะสามารถกระจายสินค้าครอบคลุม 70% ส่วนร้านค้าสะดวกซื้อและร้านค้าปลีกรายย่อยในตลาดต่างจังหวัด ซึ่งปีนี้วางแผนวางสินค้าให้ครอบคลุม 50%

            สำหรับตลาดยากันยุงมูลค่า 2,000 ล้านบาท แบ่งเป็น รูปแบบสเปย์ 1,300 ล้านบาท หรือคิดเป็น 65% ของตลาดรวม ตามด้วยแบบขด 595 ล้านบาท หรือคิดเป็น 30% แบบโลชั่นและผ้าเช็ด 105 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5 % ซึ่งภาพรวมของตลาดไม่มีอัตราการเติบโตมากนัก เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคใช้สินค้าเฉพาะการท่องเที่ยวต่างจังหวัด หรือในเฉพาะช่วงฤดูฝนเท่านั้น อีกทั้งผลิตภัณฑ์ขาดนวัตกรรมใหม่ มีเพียงการเปิดตัวกลิ่นใหม่ๆเท่านั้น โดยปัจจุบันนี้ กย.เป็นผู้นำตลาดครองส่วนแบ่ง 70% จากการมีความแข็งแกร่งในตลาดต่างจังหวัด

            ผลประกอบการในสิ้นปีนี้ บริษัทฯตั้งเป้ามีอัตราการเติบโต 15% จากการมีรายได้ 230-240 ล้านบาท ซึ่งในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมานี้มีอัตราการเติบโต 22% ทั้งนี้การที่บริษัทรุกตลาดผลิตภัณฑ์ผ้าเช็ดทำความสะอาดผิว ในปีหน้านี้คาดว่ากลุ่มเบบี้ ไวพส์สร้างรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 12% ไล่เลี่ยกับกลุ่มขวดนม รวมทั้งรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดของพีเจ้น เบบี้ ไวพส์
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 10 ตุลาคม 2549 09:55 น.    
www.moongpattana.com